เคล็ดในการเลือกซื้อและทำอาหารด้วยแซลมอน

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น ก็คงเป็นเมนูอาหารที่ติดปากเหล่านักชิมชาวไทยมาหลายปี และอาหารญี่ปุ่นนั้นยังมีประโยชน์กับสุขภาพของเราค่อนข้างมากด้วย เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นปลาทะเลน้ำลึก และอาหารทะเล ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นแหล่งที่ให้โปรตีนที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นเพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายคือ โอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ปลาแซลมอน เป็นปลาอีกชนิดที่ได้รับความนิยม เพราะเนื้อปลามีรสชาติหวานและไม่มีกลิ่นคาว แต่! ปลาแซลมอนที่ขายตามห้างสรรพสินค้าโดยทั่วไปนั้นเป็นแซลมอนที่ผ่านการรมควันมาแล้ว เพราะไม่ต้องการให้เนื้อปลาเน่าเสียง่าย และให้เนื้อปลามีสีที่น่ารับประทาน ป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ รวมถึงช่วยคงรูปของเนื้อปลาให้อยู่ได้นานขึ้นอีกด้วย

ปลาแซลมอนนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งมีเนื้อมาก ใช้ทำอาหารได้ง่าย อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพของหัวใจ เนื่องจากในแซลมอนนั้นอุดมไปด้วยโอเมกา 3 รู้อย่างนี้แล้ว ลองซื้อแซลมอนทั้งชิ้นแล้วลองนำไปย่าง อบ ทอด หรือเคี่ยว ทั้งแบบติดหนัง หรือจะแบบลอกหนังออกก็ได้ อร่อยไม่แพ้กัน

โดยทั่วไปแล้ว แซลมอนมีด้วยกัน 2 ประเภท คือแซลมอนจากมหาสมุทแอทแลนติค และแซลมอนจากมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งความแตกต่างที่สำคัญที่สุดก็คือแซลมอนจากแอทแลนติคนั้น เป็นแซลมอนที่เพาะเลี้ยงในฟาร์ม ส่วนแซลมอนจากแปซิฟิคเป็นแซลมอนตามธรรมชาติ ซึ่งคุณจะสามารถหาซื้อแซลมอนแอทแลนติคได้ตลอดทั้งปี (บางครั้งก็เรียกว่าแซลมอนจากนอร์เวย์ เพราะมาจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่นั่น) ซึ่งในเรื่องของคุณภาพนั้น ถือว่าค่อนข้างดี เนื่องจากแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์มนั้นสามารถนำมาผ่านกระบวนการและส่งขายได้ภายใน 24 ชั่วโมง ภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สำหรับแซลมอนจากแปซิฟิคนั้น มี 5 สายพันธุ์ ได้แก่ คิง (หรือที่เรียกว่าชินุค), โคโฮ,
ซอคอาย (หรือแซลมอนแดง), ชัม และแซลมอนชมพู ซึ่งพันธุ์ปลาแซลมอนธรรมชาติเหล่านี้ มักจะหาซื้อได้ในช่วงฤดูร้อน ฉะนั้น ขอให้แน่ใจในการคัดสรรความสด เนื่องจากปลาจากแหล่งธรรมชาติเหล่านี้ถูกจับขึ้นจากน้ำมานานกว่าและในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้

ปลาที่คล้ายๆ กันได้แก่ ปลาอาร์กติกชาร์ (Arctic char) และปลาเทร้าท์หัวเหล็ก (steelhead trout) ทั้งนี้ เนื้อปลาอื่นๆ เช่น ปลากะพงลาย ปลาดาบ และปลาทูน่า ก็มักนำมาใช้ทดแทนปลาแซลมอนได้